ตอบคำถามจากใจแพทย์ : ดูดไขมันเจ็บไหม? (ฉบับอัปเดต 2026)
คำถามแรกที่คนไข้มักจะถามคือ “ดูดไขมันเจ็บไหม?” หมอขอตอบตามตรงว่า ความเจ็บปวดจากการดูดไขมันนั้น “อยู่ในระดับที่ทนได้ และเจ็บน้อยกว่าที่หลายคนกังวล” ครับ เนื่องจากตลอดกระบวนการจะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อควบคุมความเจ็บปวดเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเจ็บจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลักๆ ที่คนไข้ควรรู้เพื่อเตรียมตัว
- ช่วงฉีดยาชา: เป็นขั้นตอนแรกที่อาจมีความรู้สึกเจ็บได้บ้างขณะที่ยาชากำลังถูกส่งเข้าไปในชั้นไขมัน
- ช่วงพักฟื้นหลังทำ: จะเป็นความรู้สึกปวดระบม คล้ายอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
ความรู้สึกเจ็บในแต่ละขั้นตอน...เป็นอย่างไร?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น หมอจะอธิบายความรู้สึกในแต่ละขั้นตอนของการดูดไขมันครับ
ขั้นตอนที่ 1:
การฉีดยาชา (Tumescent Technique) ขั้นตอนนี้เป็นการฉีดสารละลายน้ำเกลือที่ผสมยาชาเข้าไปในชั้นไขมันให้ทั่วบริเวณที่จะทำการดูด เป็นขั้นตอนที่คนไข้จะรู้สึกเจ็บได้มากที่สุด แต่เป็นความเจ็บที่ทนได้และใช้เวลาไม่นานครับ
ขั้นตอนที่ 2:
การสลายไขมัน หลังจากยาชาออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว แพทย์จะใช้เครื่องมือเพื่อสลายเซลล์ไขมัน (เช่น Vaser หรือ Bodytite) ในขั้นตอนนี้คนไข้ส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกเจ็บแล้ว แต่อาจรู้สึกแน่นๆ ตึงๆ หรือรู้สึกอุ่นๆ บริเวณที่ทำได้
ขั้นตอนที่ 3:
การดูดไขมันออก เมื่อไขมันสลายตัวเป็นของเหลว แพทย์จะใช้ท่อดูดไขมันออกมา ขั้นตอนนี้แทบจะไม่มีความรู้สึกเจ็บเลย แต่อาจมีบางจังหวะที่รู้สึกแสบๆ ได้บ้าง โดยเฉพาะในบริเวณที่ไขมันเหลือน้อยหรือใกล้กับชั้นผิวหนัง
ระดับความเจ็บในแต่ละบริเวณ แตกต่างกันไหม?
ใช่ครับ ระดับความเจ็บจะแตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณ ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความหนาแน่นของไขมัน โดยทั่วไปสามารถเรียงลำดับได้ดังนี้
-
- เจ็บน้อยที่สุด: เหนียง/กรอบหน้า เนื่องจากเป็นบริเวณเล็กๆ ไขมันไม่เยอะ และใช้เวลาทำไม่นาน คนไข้บางรายแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย
- เจ็บเล็กน้อย: ต้นแขน เป็นอีกบริเวณที่เจ็บไม่มาก ความรู้สึกเจ็บหลักๆ จะอยู่แค่ตอนฉีดยาชา
- เจ็บปานกลาง: หน้าท้อง และ เอว เป็นบริเวณที่กว้างขึ้น จึงอาจรู้สึกเจ็บได้มากกว่า โดยเฉพาะช่วงเอวด้านข้างและหน้าท้องส่วนล่าง
- เจ็บมากที่สุด: ต้นขา มักเป็นบริเวณที่คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเจ็บที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีไขมันสะสมอยู่เยอะและหนาแน่น
เทคนิคทางการแพทย์ที่ช่วยลดความเจ็บให้น้อยที่สุด
ที่คลินิกเรามีวิธีการจัดการความเจ็บปวดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายตัวที่สุดทั้งระหว่างและหลังการดูดไขมัน
- การเลือกระงับความรู้สึกระหว่างทำ: การใช้ยาชาเฉพาะที่
- การจัดการความเจ็บปวดหลังทำ:
- การจ่ายยาแก้ปวด: แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดที่มีประสิทธิภาพสูงให้คนไข้กลับไปทานที่บ้าน
- การใส่ชุดกระชับ: การใส่ชุดกระชับทันทีหลังทำ ไม่เพียงช่วยให้ผิวเข้ารูป แต่ยังช่วยลดอาการบวมและลดความปวดระบมได้เป็นอย่างดี
เปรียบเทียบให้ชัด ความเจ็บจากการดูดไขมัน...เหมือนอะไรกันแน่?
หลายคนมักจินตนาการความเจ็บปวดจากการดูดไขมันไปเหมือนกับแผลผ่าตัดใหญ่ๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ ในความเป็นจริงแล้ว ความรู้สึกเจ็บจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- ความรู้สึกเหมือน “กล้ามเนื้ออักเสบ” ลักษณะอาการปวดหลังดูดไขมันจะคล้ายกับอาการ “ปวดระบมกล้ามเนื้อ” หลังจากที่เราไปออกกำลังกายมาอย่างหนักๆ มากกว่าครับ เป็นความรู้สึกปวดเมื่อย ตึงๆ ไม่ได้เจ็บแปลบหรือแสบที่แผลตลอดเวลา
- ไม่ใช่ความเจ็บแบบ “แผลผ่าตัด” เนื่องจากแผลดูดไขมันมีขนาดเล็กมาก เพียง 3-5 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงไม่สามารถเทียบกับความเจ็บของแผลผ่าตัดใหญ่ เช่น แผลผ่าคลอด หรือแผลผ่าตัดไส้ติ่งได้เลย ความเจ็บปวดจึงมาจากเนื้อเยื่อภายในที่บอบช้ำ ไม่ใช่จากตัวแผลภายนอกครับ
ปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้คนเรา “ทนความเจ็บ” ได้ต่างกัน
ความรู้สึกเจ็บหลังการดูดไขมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขทางร่างกายและจิตใจของคนไข้แต่ละท่าน ดังนี้:
1. เกณฑ์ความเจ็บปวด (Pain Threshold) ของแต่ละบุคคล
มนุษย์เรามีระดับการรับความเจ็บปวดที่ถูกเซ็ตมาไม่เท่ากันตั้งแต่เกิด บางคนมีปลายประสาทที่ไวต่อความรู้สึก (Sensitive) เพียงแค่สะกิดเบา ๆ ก็รู้สึกเจ็บมากแล้ว ในขณะที่บางคนมีระดับความทนทานต่อความเจ็บปวดสูง ทำให้รู้สึกว่าอาการระบมหลังดูดไขมันเป็นเรื่องที่ทนได้สบาย ๆ
2. ปริมาณไขมันสะสมและความหนาแน่นของพังผืด
- คนที่ไม่เคยดูดไขมันมาก่อน: เนื้อเยื่อจะยังนุ่ม ไม่มีพังผืดเกาะ แพทย์สามารถเดินหัวสลายไขมันได้ง่าย อาการระบมหลังทำจึงน้อยกว่า
- เคสแก้ / คนที่มีพังผืดเยอะ: หากเป็นเคสที่เคยดูดไขมันมาแล้ว หรือมีพังผืดหนาแน่น แพทย์ต้องใช้แรงและเทคนิคในการสลายพังผืดมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดความบอบช้ำใต้ผิวหนังมากกว่า จึงทำให้รู้สึกระบมมากกว่าเคสปกติตามไปด้วย
3. บริเวณที่เลือกดูดไขมัน (Sensitivity ของแต่ละจุด)
ความหนาแน่นของเส้นประสาทในแต่ละสัดส่วนของร่างกายมีไม่เท่ากัน:
- บริเวณที่เจ็บน้อยกว่า: หน้าท้องส่วนล่าง หรือสะโพก มักจะมีชั้นไขมันหนาและเส้นประสาทไม่หนาแน่นเท่าจุดอื่น
- บริเวณที่ไวต่อความรู้สึก: ต้นขาด้านใน หรือบริเวณนมน้อย/ปีกหลัง จุดเหล่านี้ผิวจะค่อนข้างบางและมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่เยอะ คนไข้มักจะรู้สึกระบมได้ง่ายกว่าจุดอื่น
4. สภาพจิตใจและความวิตกกังวล
ความกลัวเป็นตัวกระตุ้นให้สมองหลั่งสารที่ทำให้เรา “ไวต่อความเจ็บ” มากขึ้น หากคนไข้มีความกังวลสูง นอนไม่หลับ หรือกลัวเข็มอยู่ก่อนแล้ว สมองจะโฟกัสที่ความรู้สึกเจ็บเป็นพิเศษ ทำให้รู้สึกเจ็บมากกว่าคนที่เข้ามารับการรักษาด้วยความผ่อนคลาย
เจ็บนานแค่ไหน? ไทม์ไลน์ความเจ็บปวดและอาการบวมในช่วงพักฟื้น
เพื่อให้คุณเห็นภาพและเตรียมตัวได้ดียิ่งขึ้น นี่คือไทม์ไลน์ของอาการปวดและบวมที่คนไข้ส่วนใหญ่ต้องเจอครับ
- วันแรก : หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ คุณจะเริ่มรู้สึก “ปวดระบม” และตึงบริเวณที่ทำ การลุก นั่ง หรือเปลี่ยนท่าอาจจะรู้สึกติดขัดและลำบากบ้าง ซึ่งเป็นอาการปกติครับ หากปวดมากสามารถรับประทานยาแก้ปวดที่แพทย์จ่ายให้ได้ทันที
- ช่วง 1-3 วันแรก : เป็นช่วงที่อาการปวดระบมจะยังคงมีอยู่ และเป็นช่วงที่ “อาการบวมและช้ำจะชัดเจนที่สุด” โดยเฉพาะในวันที่ 3 ของการพักฟื้น ไม่ต้องกังวล เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นตัวของร่างกาย
- หลังวันที่ 3 เป็นต้นไป : อาการปวดจะ “เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด” และอาการบวมช้ำต่างๆ จะค่อยๆ ยุบลง ความรู้สึกตึงหรือปวดเวลาขยับตัวจะน้อยลงเรื่อยๆ
- ช่วง 7-14 วัน : โดยทั่วไปแล้ว ภายใน 1-2 สัปดาห์ อาการปวดจะดีขึ้นมากจนเกือบเป็นปกติ หรืออาจเหลือเพียงอาการตึงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้คุณสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบ 100%
การดูแลตัวเองที่บ้าน เพื่อลดอาการปวดและฟื้นตัวเร็ว
นอกจากการดูแลจากแพทย์แล้ว คนไข้สามารถจัดการความเจ็บปวดด้วยตัวเองที่บ้านได้ด้วยวิธีเหล่านี้
- ทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง: หากรู้สึกปวดมาก สามารถทานยาแก้ปวดที่แพทย์จัดให้ได้ทันที
- ใส่ชุดกระชับอย่างเคร่งครัด: พยายามใส่ชุดกระชับให้ได้นานที่สุดในช่วงเดือนแรก จะช่วยลดการเคลื่อนไหวของผิว ลดบวม และบรรเทาอาการปวดได้ดีมาก
- จัดท่านอนให้เหมาะสม: หากดูดไขมันแขนหรือขา ควรหาหมอนมารองให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยลดอาการบวม
- พักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้น
- เคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ: ไม่แนะนำให้นอนนิ่งๆ ตลอดเวลา ควรลุกเดินช้าๆ ในบ้าน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ดูดไขมันที่ DEVA CLINIC มั่นใจ ปลอดภัย ไร้กังวล ด้วยมาตรฐานระดับพรีเมียม
สำหรับใครที่ยังมีความกังวลใจเรื่องความเจ็บปวดหรือความปลอดภัยในการดูดไขมัน อยากให้คุณคลายความกังวลลงได้เลย เพราะที่ DEVA CLINIC เราให้ความสำคัญกับมาตรฐานการรักษาและความปลอดภัยของคนไข้เป็นอันดับหนึ่งในบรรยากาศระดับพรีเมียม ด้วยความพร้อมในทุกๆ ด้านที่จะช่วยซัพพอร์ตให้ประสบการณ์การปรับรูปร่างของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและเจ็บน้อยที่สุด
1. นำโดยแพทย์ประสบการณ์สูง 12 ปี
ทุกเคสที่ DEVA CLINIC จะได้รับการดูแลและออกแบบรูปร่างอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 12 ปี และผ่านการดูแลคนไข้มาแล้วมากกว่า 12,000 เคส
Doctor Top
นพ.ชัยวิทย์ ด่านค้ามาก (หมอท๊อป)
Doctor Bim
พญ.ณธิยา เทือใหม่ (หมอบิ๋ม)
2. ห้องผ่าตัดมาตรฐานระดับโรงพยาบาล
เราลงทุนกับระบบความปลอดภัยอย่างเต็มรูปแบบด้วยห้องผ่าตัดที่สะอาด ปลอดเชื้อ และมีโครงสร้างเทียบเท่ามาตรฐานโรงพยาบาลชั้นนำ พร้อมด้วยระบบออกซิเจนและอุปกรณ์ช่วยชีวิต (AED) ที่ครบครัน เพื่อให้คนไข้เชื่อมั่นได้ 100% ว่าตลอดเวลาที่อยู่ในห้องผ่าตัด คุณจะได้รับการดูแลภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยที่สุด
3. สถานที่พรีเมียม สะอาด กว้างขวาง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก
เรามุ่งเน้นมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน:
- ห้องพักฟื้นมาตรฐาน (Recovery Room): มีอุปกรณ์มอนิเตอร์สัญญาณชีพที่ทันสมัย ให้คุณได้นอนพักผ่อนอย่างปลอดภัยหลังผ่าตัด
- ลิฟต์อำนวยความสะดวก: ช่วยลดการเคลื่อนไหวและการเดินของคนไข้หลังทำทันที ป้องกันการกระทบกระเทือนของแผล
- การบริการที่ทั่วถึง: ทีมพยาบาลและเจ้าหน้าที่พร้อมดูแล ใส่ใจในทุกขั้นตอนอย่างเป็นกันเอง
การันตีด้วยรางวัลและเกียรติบัตรระดับประเทศ
ความเชื่อมั่นไม่ได้มาเพราะคำโฆษณา แต่ DEVA CLINIC มีรางวัลและเกียรติบัตรรับรองมาตรฐานการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากสถาบันชั้นนำมากมาย ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์การรักษาที่ได้มาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับในวงการศัลยกรรมความงาม
5. เทคนิคเฉพาะ “ดูดเยอะ ดูดเกลี้ยง เน้นดูด 360° ซ่อนแผลเนียนกริ๊บ”
เราไม่เพียงแค่ดูดไขมันออกเท่านั้น แต่เรา “ดีไซน์รูปร่าง” ด้วยเทคนิคการดูดแบบ 360 องศา เพื่อให้สัดส่วนโค้งเว้าได้รูปสวยงาม ดูดได้ปริมาณเยอะและเกลี้ยงเกลาตามความเหมาะสม ที่สำคัญแพทย์จะใช้เทคนิคซ่อนแผลในจุดที่มองเห็นได้ยาก แผลมีขนาดเล็กมาก ทำให้หลังทำคุณสามารถอวดหุ่นสวยได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องรอยแผลเป็น
รีวิวพลีชีพ ดูดไขมันเจ็บไหม? เจาะลึกประสบการณ์จริงจากคนไข้ดูดพร้อมกัน 3 จุด
สำหรับใครที่กำลังกังวลใจและตั้งคำถามว่า ดูดไขมันเจ็บไหม กลัวว่าทำเสร็จแล้วจะเจ็บจนลุกไม่ไหว หรือต้องนอนติดเตียงเป็นเดือน ๆ วันนี้ Deva Clinic จะพามาฟังเสียงยืนยันจาก คุณแนน คนไข้จริงที่ตัดสินใจดูดไขมันพร้อมกันทีเดียวถึง 3 จุด ว่าในความเป็นจริงแล้ว มันน่ากลัวอย่างที่คิดไว้หรือไม่?
เรื่องจริงจากคนไข้: ดูดไขมัน 3 จุดพร้อมกัน เจ็บมากไหม?
“การดูดไขมันมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยค่ะ แล้วมันก็ไม่ได้แบบ… ทำให้เราต้องนอนพักฟื้นเป็นเดือน ๆ” — คุณแนน คนไข้จริงจาก Deva Clinic
คุณแนนเล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่ผ่านการดูดไขมันมาว่า ก่อนทำมีความกังวลเหมือนกับทุกคน แต่พอได้ทำจริง ๆ แล้ว อาการเจ็บหรือระบมนั้นอยู่ในระดับที่น้อยกว่าที่คาดไว้มาก ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันจนน่ากลัวอย่างที่หลายคนกังวล
เจาะลึก Timeline อาการหลังทำ: หลังดูดไขมันใช้ชีวิตยากไหม?
หากถามว่าหลังทำเสร็จทันทีเจ็บไหม และช่วงเวลาไหนที่ต้องเตรียมตัวรับมือบ้าง คุณแนนได้แบ่งปัน Timeline การใช้ชีวิตจริงไว้ดังนี้:
ช่วง 2-3 วันแรก: มีความตึงและระบมเล็กน้อย
ในช่วง 2 ถึง 3 วันแรกหลังการผ่าตัด จะมีความรู้สึกระบมและตึงในจุดที่ดูดไขมัน ซึ่งเป็นอาการปกติทางสรีรวิทยา ในช่วงนี้เนื่องจากคุณแนนทำพร้อมกัน 3 จุด อาจจะมีบางจังหวะที่เอื้อมตัวหรือขยับตัวในมุมอับลำบากเล็กน้อย จึงอาจต้องมีคนใกล้ชิดช่วยดูแลเรื่องการทำแผลในบริเวณที่เอื้อมไม่ถึงบ้างในช่วงแรก แต่โดยรวมแล้วสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดี
วันที่ 4-5 เป็นต้นไป: ร่างกายฟื้นตัว เริ่มใช้ชีวิตปกติ
พ้นจาก 3 วันแรกไปแล้ว อาการระบมจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายจะเริ่มฟื้นตัวและปรับสภาพได้ดีขึ้น คุณแนนยืนยันว่า “สามารถไปทำงาน ไปใช้ชีวิต ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติเลยค่ะ” แถมยังแต่งตัวใส่เสื้อผ้าไซส์เดิมได้อย่างมั่นใจขึ้นทันที
เคล็ดลับหุ่นเป๊ะจากคุณแนน: การดูแลตัวเองหลังดูดไขมันยากไหม?
หลายคนคิดว่าขั้นตอนหลังทำจะยุ่งยากและทรมาน แต่คุณแนนสรุปให้ฟังง่าย ๆ ว่า “การดูแลตัวเองจริง ๆ ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะมากค่ะ” โดยมีหัวใจสำคัญอยู่เพียงแค่ 2 ข้อเท่านั้น:
1. การทำแผลทั่วไป: ดูแลความสะอาดตามที่คลินิกแนะนำ ไม่ได้มีขั้นตอนซับซ้อนอะไรเลย
2. วินัยในการใส่ชุดกระชับ (สำคัญที่สุด): เพื่อผลลัพธ์ที่สวยเป๊ะ ผิวเรียบเนียน ไม่เป็นคลื่น ช่วงแรกจำเป็นต้องใส่ชุดกระชับอย่างเข้มงวด ซึ่งคุณแนนยอมรับว่า อาจจะมีความรู้สึกอึดอัดแน่น ๆ บ้างในช่วงแรก ๆ เพราะชุดต้องรัดกระชับเกือบทั้งตัว แต่เพื่อหุ่นที่ลีนและเข้าที่ไว ความอึดอัดนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก
Before - After หลังดูดไขมัน
สรุปจากแพทย์: ความเจ็บที่จัดการได้ เพื่อผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
การดูดไขมัน มีความรู้สึกเจ็บ แต่เป็นความเจ็บที่สามารถจัดการและควบคุมได้ ความรู้สึกหลักๆ หลังทำจะคล้ายอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอย่างหนัก มากกว่าความเจ็บแหลมของแผลผ่าตัด
หลังจากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ และส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 7-14 วัน ซึ่งเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ของรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนแล้ว ถือเป็นความเจ็บที่คุ้มค่าอย่างแน่นอนครับ
นพ.ชัยวิทย์ ด่านค้ามาก

